การฝังเข็ม

เวชกรรมฝังเข็มเป็นศาสตร์การรักษาโรคที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ยาวนานนับ 4,000 ปี มาแล้ว ศาสตร์วิชานี้มีกำเนิดมาจากการแพทย์แผนโบราณของจีน และได้รับการพัฒนาสืบทอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ปัจจุบันนี้ การรักษาโรคด้วยการฝั่งเข็มได้เป็นที่ยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกนับกว่า 140 ประเทศแล้ว
แพทย์จะให้การตรวจรักษาภายใต้ระเบียบของกระทรวงสาธรณสุข โดยได้รับการรับรองให้กระทำการดังนี้

  • การตรวจวินิจฉัยโรค ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน (ทฤษฏีหยิน-หยาง ธาตุทั้งห้าระบบเส้นลมปราณ ทฤษฎี อวัยวะ-อู่จ้างลิ่วฟู้ การตรวจและจำแนก โรค-ซือเจินป้ากาง) โดยไม่ใช้เครื่องมือใด ๆ
  • การส่งเสริมป้องันรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ด้วยการฝังเข็มหรือการกระตุ้นจุดแทงเข็ม โดยใช้เครื่องมือแพทย์ ได้แก่ เข็มที่ใช้สำหรับการแทงเข็มเครื่องกระตุ้นเข็มและเครื่องกระตุ้นจุดฝังเข้มอื่น ๆ ตามมาตรฐานของศาสตร์การแพทย์แผนจีน

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ไดรับรองบทบาทของการรักษาโรคใน 5 กลุ่ม รวมมากกว่า 60 ชนิด

  • รักษาอาการปวดต่าง ๆ เช่นไมเกรน ตึงเครียด ปวดหลัง ปวดหัว เป็นต้น
  • กลุ่มโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต กระดูกทับเส้น เป็นต้น
  • โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
  • ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง autoimmune disease เช่นโรค SLE และรูมาตอยด์
  • โรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น อาการทางร่างกายที่เกิดจากจิตใจ ได้แก่ นอนไม่หลับ ใจเต้น ใจสั่น อาหารไม่ย่อยและอาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
ฝังเข็ม

การฝังเข็มสามารถรักษาโรคโดยอาศัยกลไกสำคัญดังต่อไปนี้

  • ปรับการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพสมดุลปกติ
  • ยับยั้งความเจ็บปวด
  • ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • ทำให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งมีการคลายตัว
  • กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทั้งบริเวณเฉพาะที่และทั่วร่างกาย

เข็มทุกเล่มทำหน้าที่ปรับพลังงานในร่างกายให้มีความสามารถดังนี้

  • ขับของเสียได้
  • เซลล์แข็งแรงขึ้น
  • จัดระบบการทำงานของเคมีใหม่
  • จัดระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็น ให้อยู่ในตำแหนงปกติของร่างกาย

หลักการอยู่ที่การปรับสมดุลของ

*  หลักการอยู่ที่การปรับสมดุลของ อวัยวะภายในการกระตุ้นจุดผิวกาย ภายนอกผ่านเส้นเมริเดียน
*  ในการปรับสมดุลพลังงานที่จีนเรียกว่าเส้นลมปราณ Meridian ซึ่งตามปกติแล้วคนเรามีเส้นประสาทสำคัญอยู่ 12 เส้น แพทย์แผนจีนจะใช้หลักการจับชีพจร (แมะ) ในการตรวจวินิจฉัยโรค โดยวิเคราะห์อวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญ 5 อวัยวะ ได้แก่ หัวใจ ตับ ปอด ม้าม ไต ซึ่งหากตรวจพบความผิดปกติในระบบใด จะให้เข็มฝังในตำแหน่ง จุดต่าง ๆ ที่สำคัญ ซึ่งผลที่ได้จะทำให้สุขภาพร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น
*  จากการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าการกดจุดฝังเข็มมีผลช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
และมีฤทธิ์ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นอกจานี้ยังมีผลในการควบคุการหลั่งของสารเคมี จำนวนหนึ่ง ทีเรียกว่าสารสื่อประสาท และภายหลังจากการกระตุ้นด้วยเข็มร่างกายจะสร้างสารสื่อนำประสาทชนิดต่าง ไปออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สารเอนดอร์ฟิน, ซีโรโตนีน, นอร์เอพิเนฟรีน ณ ระดับไขสันหลัง และอะเซธิลโคลีนจะช่วยระงับอาการปวดได้

ข้อปฏิบัติก่อนการรักษา

  • นอนหลับพักผ่อนมาให้เพียงพอ
  • ควรรับประทานอาหารมาพอสมควร
  • ใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ
  • ขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะมาให้เรียบร้อย
  • ผู้ป่วยตั้งครรภ์ ใส่เครื่องกระตุ้นให้จังหวะหัวใจหรือเป็นโรคที่มีเลือดออกง่าย ควรแจ้งให้เพื่อนทราบ

ข้อปฏิบัติในการรักษา

*  แพทย์จะค่าเข็มไว้ประมาณ 20-30 นาที โดยอาจจะกระตุ้นเข็มด้วยมือหรือกระแสไฟฟ้า ระหว่างปักเข็มผู้ป่วยอาจเกิดความรู้สึกได้ 2 แบบ

  • รู้สึกหนัก ๆ หน่วง ๆ ตื้นในจุดที่ทำการฝังเข็ม
  • มีความรู้สึกแล่น แปล๊บ ๆ ไปตามเส้นเนื่องจากแพทย์จะวางเข็มไว้ข้าง ๆ เส้นลมปราณ

*หากรู้สึกเจ็บมากเกินไปให้แจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทราบ การถอนเข็มออกเล็กน้อยหรือลดแรงกระตุ้นจะสามารถลดอาการปวดได้ทันที

การปฏิบัติหลังการรักษา

โดยทั่วไปเอาเข็มออกมักจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ นอกจากผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่อ่อนแอ อาจมีอาการอ่อนเพลียบ้างเล็กน้อย บางรายอาจมีอาการรู้สึกหนัก ๆ ตึง ๆ บริเวณจุดฝังเข็มอาจมีรอยจ้ำเขียวช้ำ เล็กน้อย ใช้ผ้าสะอาด ๆ กดไว้สัก 3-4 นาที แล้วประคบเย็นสักครู่จะช่วยได้

ควรมารับการฝังเข็มบ่อยแค่ไหน

ทั่วไปการฝังเข็มสำหรับโรคเรื้อรังต่าง ๆ ควรมารับบริการสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ติดต่อกันนาน 10-20 ครั้งแต่ในกรณีที่ฝังเข็มเพื่อการลดน้ำหนัก หรือในด้านความสวย ความงาม จะใช้เวลานานกว่านี้